การใช้แบบทดสอบ (Test)
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด ความกดดันต่างๆ ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 55) กล่าวถึงเกณฑ์ในการเลือกแบบทดสอบไว้ดังนี้
1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ ก่อนการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูควรถามตนเองก่อนว่า ตนต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเด็ก และ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบเด็กคืออะไร การถามคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้ครูมีความระมัดระวังมากขึ้นในการใช้แบบทดสอบกับเด็ก ถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรมีการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัยควรใช้วิธีการประเมินผลแบบอื่นๆ แทน
2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูจำเป็นต้องคำนึ่งว่าตนต้องการข้อมูลชนิดใด เพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม หลังจากเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมได้แล้ว ครูควรมีการวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีแบบทดสอบฉบับไหนที่ไม่มีจุดด้อยในตัวเอง การทราบทั้งจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ จะช่วยให้ครูสามารถสื่อความหมายและตีความผลการสอบให้ผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทราบอย่างถูกต้องและระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบ ในการเลือกใช้แบบทดสอบ ครูควรพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกมีความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงเพียงใด
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของรูปภาพ และคำถามที่ใช้ว่าสอดคล้อง กับประสบการณ์ของเด็กหรือไม่ แบบทดสอบที่ดีควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของเด็กด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กด้วย
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ประดินันท์ อุปรมัย
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด ความกดดันต่างๆ ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 55) กล่าวถึงเกณฑ์ในการเลือกแบบทดสอบไว้ดังนี้
1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ ก่อนการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูควรถามตนเองก่อนว่า ตนต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเด็ก และ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบเด็กคืออะไร การถามคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้ครูมีความระมัดระวังมากขึ้นในการใช้แบบทดสอบกับเด็ก ถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรมีการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัยควรใช้วิธีการประเมินผลแบบอื่นๆ แทน
2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูจำเป็นต้องคำนึ่งว่าตนต้องการข้อมูลชนิดใด เพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม หลังจากเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมได้แล้ว ครูควรมีการวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีแบบทดสอบฉบับไหนที่ไม่มีจุดด้อยในตัวเอง การทราบทั้งจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ จะช่วยให้ครูสามารถสื่อความหมายและตีความผลการสอบให้ผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทราบอย่างถูกต้องและระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบ ในการเลือกใช้แบบทดสอบ ครูควรพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกมีความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงเพียงใด
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของรูปภาพ และคำถามที่ใช้ว่าสอดคล้อง กับประสบการณ์ของเด็กหรือไม่ แบบทดสอบที่ดีควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของเด็กด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กด้วย
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ประดินันท์ อุปรมัย
ประดินันท์ อุปรมัย(2532 : 27) กล่าวว่าแบบทดสอบที่ดีควรจะสามารถนำไปใช้ได้สะดวก โดยมีการ ชี้แจงในเรื่องต่อไปนี้
1. ปริมาณเวลาที่ต้องการใช้ในการดำเนินการทดสอบ
2. วิธีการให้คะแนนและการตีความ
3. วิธีการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งรวมทั้งค่าความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบด้วย
ประเภทของแบบทดสอบ
ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 309) กล่าวว่าแบบทดสอบในระดับอนุบาลแบ่งแยกได้เป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher - made) เป็นแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง มุ่งวัดผลการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนโดยยึดเนื้อหา และจุดมุ่งหมายของการสอนใน ชั้นของตนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะโดยมีการกำหนดวิธีการดำเนินการสอบ คำแนะนำในการสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบการให้คะแนน และการตีความผลของการสอบไว้อย่างละเอียด มีการนำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ก่อนการใช้จริง (Pre- Test) แล้วนำไปวิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง แก้ไขจนแน่ใจว่ามีคุณภาพดีจึงนำไปหาเกณฑ์มาตรฐาน (Norms)
แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก มีดังต่อไปนี้
1. แบบทดสอบเชาว์ปัญญา (Intelligence tests) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองโดยดูคะแนนที่ได้จากการคิดหรือการปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำถามในแบบทดสอบ (ประดินันท์ อุปรมัย, 2532 : 28) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาที่ใช้ในปัจจุบันมีทั้งแบบทดสอบรายบุคคล และแบบทดสอบเป็นกลุ่ม
2. แบบทดสอบความพร้อม (Readiness Tests) จุดประสงค์ของแบบทดสอบความพร้อมคือ เพื่อที่จะตัดสินว่าเด็กพร้อมที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น การสอบเข้าเรียนต่อชั้นประถม 1 เป็นต้น ตัวอย่างของแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Metro-politan Readiness Test ซึ่งวัดความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็ก เช่น การ จับคู่ภาพเหมือนหรือการจับคู่ภาพกับตัวเลข ความเข้าใจด้านการใช้ภาษาและการฟังเป็นต้น อย่างไรก็ตาม Meisels (อ้างใน Essa, 1992 : 195) กล่าวว่า แบบทดสอบความพร้อมไม่ใช่แบบทดสอบที่ใช้ทำนายการประสบความสำเร็จในการเรียนของเด็ก แบบทดสอบความพร้อมจะวัดเพียงระดับความรู้ของเด็กในช่วงระยะเวลาของการทดสอบเท่านั้น
1. ปริมาณเวลาที่ต้องการใช้ในการดำเนินการทดสอบ
2. วิธีการให้คะแนนและการตีความ
3. วิธีการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งรวมทั้งค่าความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบด้วย
ประเภทของแบบทดสอบ
ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 309) กล่าวว่าแบบทดสอบในระดับอนุบาลแบ่งแยกได้เป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher - made) เป็นแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง มุ่งวัดผลการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนโดยยึดเนื้อหา และจุดมุ่งหมายของการสอนใน ชั้นของตนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะโดยมีการกำหนดวิธีการดำเนินการสอบ คำแนะนำในการสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบการให้คะแนน และการตีความผลของการสอบไว้อย่างละเอียด มีการนำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ก่อนการใช้จริง (Pre- Test) แล้วนำไปวิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง แก้ไขจนแน่ใจว่ามีคุณภาพดีจึงนำไปหาเกณฑ์มาตรฐาน (Norms)
แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก มีดังต่อไปนี้
1. แบบทดสอบเชาว์ปัญญา (Intelligence tests) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองโดยดูคะแนนที่ได้จากการคิดหรือการปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำถามในแบบทดสอบ (ประดินันท์ อุปรมัย, 2532 : 28) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาที่ใช้ในปัจจุบันมีทั้งแบบทดสอบรายบุคคล และแบบทดสอบเป็นกลุ่ม
2. แบบทดสอบความพร้อม (Readiness Tests) จุดประสงค์ของแบบทดสอบความพร้อมคือ เพื่อที่จะตัดสินว่าเด็กพร้อมที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น การสอบเข้าเรียนต่อชั้นประถม 1 เป็นต้น ตัวอย่างของแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Metro-politan Readiness Test ซึ่งวัดความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็ก เช่น การ จับคู่ภาพเหมือนหรือการจับคู่ภาพกับตัวเลข ความเข้าใจด้านการใช้ภาษาและการฟังเป็นต้น อย่างไรก็ตาม Meisels (อ้างใน Essa, 1992 : 195) กล่าวว่า แบบทดสอบความพร้อมไม่ใช่แบบทดสอบที่ใช้ทำนายการประสบความสำเร็จในการเรียนของเด็ก แบบทดสอบความพร้อมจะวัดเพียงระดับความรู้ของเด็กในช่วงระยะเวลาของการทดสอบเท่านั้น
3. แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ (Screen-ing tests) แบบทดสอบชนิดนี้จะช่วยชี้เฉพาะ (Identify) เด็กซึ่งมีความเสี่ยง (Risk) สูง เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Developmental delay) เป็นต้น หลังจาก ผ่านการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบชนิดนี้แล้วถ้าผลการสอบแสดงว่าเด็กมีความเสี่ยงสูง ก็จะมีการใช้แบบทดสอบชนิดอื่น ๆ ตามมาเพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นของเด็ก
4. แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนา (Developmental Tests) แบบทดสอบชนิดนี้ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยส่วนรวม โดยมุ่งวัดพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของเด็ก (Essa, 1992 : 194) แบบทดสอบชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีการ อิงเกณฑ์ (Criterion-referenced) มากกว่าการอิงกลุ่ม (Norm- referenced) ตัวอย่างของแบบทดสอบประเภทนี้ได้แก่ Brigance Diagnostic Inventory of Early Development ซึ่งจะวัดพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางด้านภาษา พัฒนาการทางด้านสติปัญญา และการช่วยเหลือตนเองของเด็ก (Self - help)
5. การทดสอบทางวาจา เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ
6. การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ(ข้อเขียน) เป็นการสอบที่ต้องขีดเขียน ใช้กระดาษ ดินสอหรือ
ปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ
7. การทดสอบโดยการปฏิบัติ ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้อง
หรือไม่ผลงานเป็นอย่างไรแล้วพิจารณาให้คะแนน โดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ เช่น แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ต้องการวัดอะไร ครูควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว กับแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้เป็นอย่างดี
2. ครูจะต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) เพียงใด แบบทดสอบสำหรับเด็กควรได้รับการออกแบบโดยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการความต้องการ และความสนใจของเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากเด็กเล็กๆ นั้นไม่ใช่นักทำ ข้อสอบ (Test takers) ที่ดี ในเด็กที่เล็กมากๆ การให้เด็กนั่งทำข้อสอบเป็นกลุ่มใหญ่ 7 รวมตลอดถึงการนั่งทำข้อสอบท่ามกลางบุคคลและสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยดูจะเป็นการขัดต่อธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
3. ครูจะต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก แต่จะต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบด้วย Stewart กล่าวว่าการสอบ (Testing) ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนการสอน อย่างไรก็ตามผลจาก การสอบควรใช้ในการปรับปรุงโปรแกรมการเรียนการสอน มากกว่าที่จะใช้ในการทำลายโปรแกรมการเรียนการสอน ในขณะเดียวกัน Stewart ได้ให้ความเห็นต่อไป อีกว่า ไม่มีข้อสอบชนิดใดที่จะให้ข้อมูลชัดเจน (Valid) และถูกต้องสำหรับคนทุกคน ดังนั้น ครูและนักการศึกษาควรใช้การสอบร่วมกับเครื่องมือประเมินผลพัฒนาการชนิดอื่นๆ ในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก
4. ครูจะต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนด วัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้ ดังนั้นการสอนของครูไม่ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบผ่านแต่เพียงอย่างเดียว
5. แบบทดสอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบันนี้นั้นมีเพียง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อถือได้และมีความเที่ยงตรง กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่แน่นอน มีดังนี้
- พฤติกรรมของเด็กปฐมวัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
- ความซับซ้อนในการคิดของเด็กวัยนี้ยังไม่เพียงพอในการคิดจากสถานการณ์หนึ่งไปอีก
1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ เช่น แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ต้องการวัดอะไร ครูควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว กับแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้เป็นอย่างดี
2. ครูจะต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) เพียงใด แบบทดสอบสำหรับเด็กควรได้รับการออกแบบโดยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการความต้องการ และความสนใจของเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากเด็กเล็กๆ นั้นไม่ใช่นักทำ ข้อสอบ (Test takers) ที่ดี ในเด็กที่เล็กมากๆ การให้เด็กนั่งทำข้อสอบเป็นกลุ่มใหญ่ 7 รวมตลอดถึงการนั่งทำข้อสอบท่ามกลางบุคคลและสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยดูจะเป็นการขัดต่อธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
3. ครูจะต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก แต่จะต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบด้วย Stewart กล่าวว่าการสอบ (Testing) ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนการสอน อย่างไรก็ตามผลจาก การสอบควรใช้ในการปรับปรุงโปรแกรมการเรียนการสอน มากกว่าที่จะใช้ในการทำลายโปรแกรมการเรียนการสอน ในขณะเดียวกัน Stewart ได้ให้ความเห็นต่อไป อีกว่า ไม่มีข้อสอบชนิดใดที่จะให้ข้อมูลชัดเจน (Valid) และถูกต้องสำหรับคนทุกคน ดังนั้น ครูและนักการศึกษาควรใช้การสอบร่วมกับเครื่องมือประเมินผลพัฒนาการชนิดอื่นๆ ในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก
4. ครูจะต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนด วัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้ ดังนั้นการสอนของครูไม่ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบผ่านแต่เพียงอย่างเดียว
5. แบบทดสอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบันนี้นั้นมีเพียง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อถือได้และมีความเที่ยงตรง กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่แน่นอน มีดังนี้
- พฤติกรรมของเด็กปฐมวัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
- ความซับซ้อนในการคิดของเด็กวัยนี้ยังไม่เพียงพอในการคิดจากสถานการณ์หนึ่งไปอีก
สถานการณ์หนึ่ง
- เด็กในวัยนี้ไม่สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่เด็กคิดและเรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเต็มที่เนื่องจากความ
- เด็กในวัยนี้ไม่สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่เด็กคิดและเรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเต็มที่เนื่องจากความ
สามารถในการจับดินสอ การเขียน และการอ่านของเด็กยังไม่พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
- ความวิตกกังวล ระยะเวลาของการสอบ ความไม่คุ้นเคยกับสถานที่และ บุคลากรในการสอบล้วน
- ความวิตกกังวล ระยะเวลาของการสอบ ความไม่คุ้นเคยกับสถานที่และ บุคลากรในการสอบล้วน
ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำแบบทดสอบของเด็กทั้งสิ้น
6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ (NAEYC, 1988)
6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ (NAEYC, 1988)
.png)
.png)
.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น