หน้าเว็บ

วันศุกร์, ธันวาคม 06, 2567

9. การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก (Documentation for Young Children)
            การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บัน ทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การ จัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่
        1.  พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรมมีการใช้แถบ บันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำเป็นต้น
        2.  การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach)สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด
        3.  การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น
        4.  การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนาการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบ บันทึกภาพ
        5.  ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงานการเขียนและผล งานศิลปะ อย่างไรก็ตามครูควรเก็บผลงานหลากหลายประเภทของเด็ก เช่น ภาพเขียน การ ร่วมระดมความคิดและเขียนออกมาในลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรี การก่อสร้างในรูปแบบ ต่างๆ ตัวอย่างภาษาพูด เป็นต้น
           นอกจากการเก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อประเมินการเรียนรู้และประเมิน พัฒนาการของเด็กปฐมวัยข้างต้นแล้ว สารนิทัศน์ยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาครู ซึ่งประเภทของหลักฐานในพอร์ตโฟลิโอของครูรายบุคคลที่ควรใช้พัฒนา การสอนมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
            1.  หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก
หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กที่เป็นภาพรวมของชั้นเรียน ได้แก่ ผลงานภาษาเขียน รายชื่อหนังสือ ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดที่เรียบเรียงได้ ผลงานศิลปะและหัตถกรรมของเด็ก ตัวอย่างหรือภาพถ่ายงานประดิษฐ์ ภาพถ่าย เทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่แสดงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความ สามารถทางดนตรีและการเคลื่อนไหว คำพูดและ/หรือภาพถ่ายแสดงการแก้ปัญหา ความคิดเห็นและ/หรือความรู้สึก ต่อตนเอง ผู้อื่น
            2.  หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู ได้แก่ แผนการสอนของครูและบันทึกการสังเกตการณ์การสอนของอาจารย์นิเทศ บันทึกความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการสอนแต่ละครั้ง ตัวอย่างสื่อ ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงการสอนและการจัดสภาพแวดล้อม ฯลฯ รายการต่างๆจะถูกรวบรวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งครูฝึกสอนและอาจารย์นิเทศจะใช้วิเคราะห์ด้วยกันเพื่อปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป

ประเภทของบอร์ดสารนิทัศน์ จัดแบ่งประเภทได้ตามเนื้อหาที่สื่อออกมาดังนี้
        1.  สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
        2.  โครงการหรือ Emergent Curriculum
        3.  เหตุการณ์พิเศษเช่น การไปทัศนศึกษาเทศกาลต่างๆ
        4.  หัวข้อการเรียน (Theme)
        5.  ทักษะเฉพาะ เช่น ศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา
        6.  พัฒนาการของเด็ก เช่น ทักษะทางสังคม คุณค่าของการเล่น พัฒนาการทางอารมณ์ ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเป็นต้น
        7.   ทักษะที่เพิ่มขึ้นของเด็ก เช่น การช่วยเหลือตนเอง การอ่านเขียน ความสัมพันธ์ระหว่างมือและสายตา
        8.   การรวบรวมส่วนประกอบ เป็นการรวบรวมเนื้อหาสาระเพื่อจัดทำบอร์ดสารนิทัศน์ซึ่งอาจประกอบไปด้วย
        9.   ผลงานที่เด็กทำหรือเก็บโดยการถ่ายเอกสารเก็บไว้

บันทึกจากการสังเกตของครู (Anecdotal Records)
        1.   ข้อมูลที่อ้างอิงจากหนังสือหรือตำรา
        2.   แผนผังใยแมงมุมหลักสูตร (Curriculum Web)
        3.   การเขียนตามคำบอกของเด็ก
        4.   ภาพถ่าย
        5.   การจัดวางบอร์ดสารนิทัศน์ การจัดวางควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
        6.   การกำหนดพื้นที่จัดแสดง เช่น ตั้งแสดงบนโต๊ะหรือติดกับผนัง
        7.   การเลือกชนิดของบอร์ดว่าจะเป็นแบบโปสเตอร์หรือแบบตั้งได้สามด้าน
        8.   การใส่หัวเรื่องในจุดที่ดึงดูดความสนใจ
        9.   การคำนึงถึงเรื่องสุนทรียศาสตร์ เช่น การผนึกภาพและงานอย่างประณีต การใช้โทนสีของกระดาษให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่นำเสนอ การตกแต่งที่ไม่รกรุงรังจนเกินไปเป็นต้น

            การจัดแสดง โดยที่ตั้งบอร์ดสารนิทัศน์มักเป็นที่ที่เด็กและผู้ปกครองสามารถมองเห็นได้โดยง่าย เช่นทางเข้าออกของห้องเรียน ตู้เก็บของของเด็ก เป็นต้น การจัดทำสารนิทัศน์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสามารถนำมาใช้กับการจัด การเรียนการสอนได้ ทั้งการสอนแบบหน่วยและการสอนแบบหัวเรื่องหรือแบบโครงการ (Project Approach) สำหรับการสอนแบบหน่วยจะจบการสอนในแต่ละหน่วยโดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในแต่ละวันจะแบ่งเนื้อ หาว่าเด็กควรเรียนรู้เรื่องใดบ้าง ส่วนใหญ่การสอนแบบหน่วยครูปฐมวัยจะจัดเตรียมแผนการจัดประสบการณ์ วัสดุอุปกรณ์การสอนไว้ล่วงหน้า และตั้งวัตถุประสงค์ว่าหลังจากเด็กเรียนรู้เรื่องนั้นๆแล้วเด็กควรเกิดพฤติกรรมด้านใดบ้าง การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นการนำเสนอสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ว่าในแต่ละ สัปดาห์เด็กได้ทำอะไรบ้างและมีผลอย่างไรเช่น การเรียนรู้หน่วยน้ำ เด็กอาจได้ทดลองกรองน้ำด้วยวิธีการ ต่างๆ เด็กอาจได้ออกไปศึกษานอกสถานที่ที่โรงงานผลิตน้ำ การทดลองใช้น้ำในการประกอบอาหารหรือการ ซักผ้า กิจกรรมต่างๆเหล่านี้จะได้รับการบันทึกโดยครู การบันทึกคำพูด การสนทนาหรือการถ่ายภาพเก็บไว้การทำงานศิลปะ เช่น การวาดภาพขั้นตอนการกรองน้ำให้สะอาด งานประดิษฐ์ต่างๆ ภาพถ่ายขั้นการประกอบอาหาร กิจกรรมต่างๆเหล่านี้จะถูกรวบรวมและนำมาจัดแสดงอย่างเป็นเรื่องราวที่สะท้อนการเรียนรู้ให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กรับรูว่าเด็กเรียนรู้อะไรเรียนรู้ที่ไหน เรียนรู้อย่างไร และส่งผลดีต่อการพัฒนาเด็กในด้าน ต่างๆอย่างไร
 
ศึกษาได้จากเอกสารนี้ 📌  เอกสารหมายเลข-1_สารนิทัศน์.pdf

8. แฟ้มผลงานเด็ก

แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios)
            แฟ้มผลงานเด็ก หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า Portfolios นั้นไม่ได้เป็นของใหม่ในวงการศึกษาบ้านเรา อย่างไรก็ตาม การใช้แฟ้มผลงานเด็กในการประเมินผลพัฒนาการเด็กถือว่าเป็นความคิดที่ยังไม่แพร่หลายมากนักในวงการศึกษาในปัจจุบัน
            นักการศึกษา Mcafee และ Leong (1994:111) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวม (Compiling & organizing) และตีความข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก แฟ้มผลงานเด็กโดยตัวเองไม่ถือว่าเป็นวิธีการประเมินผล แต่เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิธีการอื่น ๆ เพื่อใช้ในการประเมินผล
            แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป
            Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวว่า ความหมาย ชนิดหรือ ข้อแนะนำเกี่ยวกับแฟ้มผลงานเด็กไม่ได้ถูกกำหนดแน่นอน ตายตัว หรือเป็นมาตรฐานในทางตรงกันข้าม แฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มบุคคล กลุ่มแต่ละกลุ่มพัฒนาแฟ้มผลงานในลักษณะที่แตกต่าง กัน ทั้งนี้ข้อยู่กับจุดประสงค์และความสนใจของครูและเด็กในกลุ่มนั้นๆ
ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก 
        Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวถึง ลักษณะโดยทั่วๆ ไปของแฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios ว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้
        1. แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios) สามารถยึดหยุ่น (flexible) และปรับเปลี่ยนได้ (adaptable) เนื้อหาสาระ และกระบวนการของการเลือกผลงานหรือสิ่งที่จะรวบรวมในแฟ้มผลงานเด็กสามารถยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัยและระดับพัฒนาการของเด็ก วัตถุประสงค์ของโรงเรียนหรือหน่วยงาน และข้อพิจารณาอื่นๆ
        2. แฟ้มผลงานเด็กสามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ
        3.แฟ้มผลงานเด็กมุ่งเน้นที่ความสามารถหรือจุดเด่นของเด็ก จะเน้นสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
        4. แฟ้มผลงานเด็กเอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
        5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่าง ๆ เข้ามาเก็บในแฟ้มของตน ในขณะเดียวกันเด็กมีโอกาสที่จะทบทวนวิเคราะห์ (reflection) ผลงานแต่ละชิ้นที่ตนเลือก
        6. แฟ้มผลงานเด็กคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เนื่องจากในแฟ้มผลงานเด็กครูสามารถรวบรวมผลงานซึ่งเด็กทุกคนทำ ในขณะเดียวกันก็สามารถรวบรวมผลงานซึ่งเป็นผลงานเฉพาะของเด็กแต่ละคนด้วย
        7. แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อการประเมินผลที่ต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่ เช่น รายงานคะแนนหรือเกรด เป็นต้น
        8.แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับการเรียนของเด็กของเด็ก
วัตถุประสงค์ของแฟ้มผลงานเด็ก
            Mcafee และ Leong (1994 : 112 - 113) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในชั้นเรียนได้ เช่น ช่วยตัดสินเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็ก เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการรายงานและสื่อสารกับผู้ปกครองและ บุคคลรอบข้างเกี่ยวกับตัวเด็ก บอกเล่าถึงการเรียนการสอนที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนแก่บุคคลอื่น และเป็นข้อชี้บ่งเบื้องต้นสำหรับเด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
            แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อีก โดยทั้งนี้ต้อง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานและวิธีการจัดการ (Organize) แฟ้มผลงาน นั้น ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าครูต้องการที่จะประเมินเด็กโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ผลงานต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน ดังนั้นในแฟ้มผลงานเด็กก็ควรจะมีผลงานที่ดีที่สุดในความรู้สึกของเด็กหรือครู หรือผลงานขั้นสุดท้าย เป็นต้น ถ้าครูต้องการทราบพัฒนาการของเด็กเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่องครูก็อาจจะต้องมีการเก็บรวบรวมผลงานชิ้นที่ดีที่สุดของเด็กเป็นช่วงๆ ไป จุดประสงค์สำคัญประการหนึ่งในการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ เพื่อกระตุ้นและพัฒนาการเรียนรู้โดยผ่านการทบทวน การสะท้อนความคิด (Reflection) และการประเมินผลตนเอง (Self - assessment)
           จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ เป็นการสรุปข้อมูลที่ต่อเนื่องและหลากหลายของพัฒนาการเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้กับเด็กในการเรียนการสอน ข้อดีประการหนึ่งของแฟ้มผลงานเด็กก็คือ เป็นการแสดงให้เห็นว่าการประเมินผลนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กนั่นเอง
การจัดระบบและการเลือกผลงานในแฟ้มผลงานเด็ก
       ในการเลือกผลงานเด็กเก็บรวบรวมในแฟ้มผลงาน ครูควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบ Arter ( อ้างใน Mcafee และ Leong, 1994 : 114) กล่าวว่า วิธีการเลือกผลงานเด็กมี ระบบด้วยกัน มีดังนี้
        1.  ระบบตัวชี้บ่ง (Indicator systems) ระบบตัวชี้บ่งเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่าระบบหลัก (Core items) ในระบบนี้ครูจะระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการรวบรวมผลงานหลักๆ ที่ระบุ อาจได้แก่ ภาพวาดของเด็ก ผลงานทางด้านการตัด การปะ ตัวอย่างงานเขียนของเด็ก เป็นต้น ผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่มีหลักตายตัว แน่นอนสามารถยึดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับครูและเด็กนั่นเอง
        2. ระบบตัวอย่างผลงาน (Work sample systems) ระบบตัวอย่างผลงานจะเลือกผลงานจากกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนโดยครูจะไม่ระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บรวบรวมล่วงหน้า ระบบตัวอย่างผลงานให้อิสระกับครู และเด็กในการเลือกผลงานเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้ม
      อย่างไรก็ตาม Mcafee และ Leong (1944:14) ให้คำแนะนำว่า ระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัยน่าจะเป็นระบบที่มีการผสมผสานกันระหว่างระบบ ตัวชี้บ่ง และระบบตัวอย่างผลงาน ในบางโอกาสครูจำเป็นต้องระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บรวบรวมจากเด็กทุกคน แต่ในบางขณะ อาจเก็บผลงานบางชิ้นที่ครูและเด็กเห็นพ้องต้องกันว่าควรเก็บ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของครูกับเด็กแต่ละคน
ข้อพึงตระหนักในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก
           Arter และ Spandel (อ้างถึงใน Mcafee และ Leong,1994 : 119) กล่าวถึงข้อพึงตระหนักในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก ดังต่อไปนี้
            1.  ผลงานที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานเป็นตัวแทน (representative) ของ สิ่งซึ่งเด็กสามารถทำได้จริงหรือไม่
            2.  ผลงานของเด็กที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานมีการระบุรายละเอียดของการทำงานหรือไม่ เช่น เป็นงานที่เด็กได้รับการช่วยเหลือจากครู งานอิสระที่เด็กทำเอง งานที่เด็กทำเป็นกลุ่ม เป็นต้น
            3.   ผลงานที่เก็บรวบรวมสอดคล้องกับวิธีการสอนและพัฒนาการของเด็กหรือไม่
            4.   แฟ้มผลงานเด็กได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และมาตรฐานการประเมินผลมีความเที่ยงตรงหรือไม่ในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก ข้อพึงตระหนักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เวลา ที่เด็กเลื่อนชั้น ครูประจำชั้นจะต้องตัดสินใจว่าผลงานชิ้นไหนที่ครูประจำชั้นคนใหม่ควรมีโอกาสได้เห็น ได้ทราบ ในขณะเดียวกันควรเขียนสรุปเกี่ยวกับการเรียนรู้ และ พัฒนาการของเด็กแนบไปด้วย

7. การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบ (Test)
        การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด ความกดดันต่างๆ ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
        วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 55) กล่าวถึงเกณฑ์ในการเลือกแบบทดสอบไว้ดังนี้
        1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ ก่อนการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูควรถามตนเองก่อนว่า ตนต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเด็ก และ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบเด็กคืออะไร การถามคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้ครูมีความระมัดระวังมากขึ้นในการใช้แบบทดสอบกับเด็ก ถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรมีการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัยควรใช้วิธีการประเมินผลแบบอื่นๆ แทน
        2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูจำเป็นต้องคำนึ่งว่าตนต้องการข้อมูลชนิดใด เพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม หลังจากเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมได้แล้ว ครูควรมีการวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีแบบทดสอบฉบับไหนที่ไม่มีจุดด้อยในตัวเอง การทราบทั้งจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ จะช่วยให้ครูสามารถสื่อความหมายและตีความผลการสอบให้ผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทราบอย่างถูกต้องและระมัดระวัง
        3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบ ในการเลือกใช้แบบทดสอบ ครูควรพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกมีความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงเพียงใด
        4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของรูปภาพ และคำถามที่ใช้ว่าสอดคล้อง กับประสบการณ์ของเด็กหรือไม่ แบบทดสอบที่ดีควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของเด็กด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กด้วย
        5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ประดินันท์ อุปรมัย
ประดินันท์ อุปรมัย(2532 : 27) กล่าวว่าแบบทดสอบที่ดีควรจะสามารถนำไปใช้ได้สะดวก โดยมีการ ชี้แจงในเรื่องต่อไปนี้
        1. ปริมาณเวลาที่ต้องการใช้ในการดำเนินการทดสอบ
        2. วิธีการให้คะแนนและการตีความ
        3. วิธีการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งรวมทั้งค่าความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบด้วย
ประเภทของแบบทดสอบ
        ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 309) กล่าวว่าแบบทดสอบในระดับอนุบาลแบ่งแยกได้เป็น 2 แบบ คือ
        1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher - made) เป็นแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง มุ่งวัดผลการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนโดยยึดเนื้อหา และจุดมุ่งหมายของการสอนใน ชั้นของตนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
        2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะโดยมีการกำหนดวิธีการดำเนินการสอบ คำแนะนำในการสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบการให้คะแนน และการตีความผลของการสอบไว้อย่างละเอียด มีการนำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ก่อนการใช้จริง (Pre- Test) แล้วนำไปวิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง แก้ไขจนแน่ใจว่ามีคุณภาพดีจึงนำไปหาเกณฑ์มาตรฐาน (Norms)
แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก มีดังต่อไปนี้
        1. แบบทดสอบเชาว์ปัญญา (Intelligence tests) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองโดยดูคะแนนที่ได้จากการคิดหรือการปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำถามในแบบทดสอบ (ประดินันท์ อุปรมัย, 2532 : 28) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาที่ใช้ในปัจจุบันมีทั้งแบบทดสอบรายบุคคล และแบบทดสอบเป็นกลุ่ม
        2. แบบทดสอบความพร้อม (Readiness Tests) จุดประสงค์ของแบบทดสอบความพร้อมคือ เพื่อที่จะตัดสินว่าเด็กพร้อมที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น การสอบเข้าเรียนต่อชั้นประถม 1 เป็นต้น ตัวอย่างของแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Metro-politan Readiness Test ซึ่งวัดความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็ก เช่น การ จับคู่ภาพเหมือนหรือการจับคู่ภาพกับตัวเลข ความเข้าใจด้านการใช้ภาษาและการฟังเป็นต้น อย่างไรก็ตาม Meisels (อ้างใน Essa, 1992 : 195) กล่าวว่า แบบทดสอบความพร้อมไม่ใช่แบบทดสอบที่ใช้ทำนายการประสบความสำเร็จในการเรียนของเด็ก แบบทดสอบความพร้อมจะวัดเพียงระดับความรู้ของเด็กในช่วงระยะเวลาของการทดสอบเท่านั้น
        3. แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ (Screen-ing tests) แบบทดสอบชนิดนี้จะช่วยชี้เฉพาะ (Identify) เด็กซึ่งมีความเสี่ยง (Risk) สูง เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Developmental delay) เป็นต้น หลังจาก ผ่านการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบชนิดนี้แล้วถ้าผลการสอบแสดงว่าเด็กมีความเสี่ยงสูง ก็จะมีการใช้แบบทดสอบชนิดอื่น ๆ ตามมาเพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นของเด็ก
        4. แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนา (Developmental Tests) แบบทดสอบชนิดนี้ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยส่วนรวม โดยมุ่งวัดพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของเด็ก (Essa, 1992 : 194) แบบทดสอบชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีการ อิงเกณฑ์ (Criterion-referenced) มากกว่าการอิงกลุ่ม (Norm- referenced) ตัวอย่างของแบบทดสอบประเภทนี้ได้แก่ Brigance Diagnostic Inventory of Early Development ซึ่งจะวัดพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางด้านภาษา พัฒนาการทางด้านสติปัญญา และการช่วยเหลือตนเองของเด็ก (Self - help)
        5. การทดสอบทางวาจา เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ
        6. การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ(ข้อเขียน) เป็นการสอบที่ต้องขีดเขียน ใช้กระดาษ ดินสอหรือ 
            ปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ
        7. การทดสอบโดยการปฏิบัติ ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้อง
            หรือไม่ผลงานเป็นอย่างไรแล้วพิจารณาให้คะแนน โดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
        1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ เช่น แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ต้องการวัดอะไร ครูควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว กับแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้เป็นอย่างดี
        2. ครูจะต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) เพียงใด แบบทดสอบสำหรับเด็กควรได้รับการออกแบบโดยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการความต้องการ และความสนใจของเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากเด็กเล็กๆ นั้นไม่ใช่นักทำ ข้อสอบ (Test takers) ที่ดี ในเด็กที่เล็กมากๆ การให้เด็กนั่งทำข้อสอบเป็นกลุ่มใหญ่ 7 รวมตลอดถึงการนั่งทำข้อสอบท่ามกลางบุคคลและสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยดูจะเป็นการขัดต่อธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
        3. ครูจะต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก แต่จะต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบด้วย Stewart กล่าวว่าการสอบ (Testing) ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนการสอน อย่างไรก็ตามผลจาก การสอบควรใช้ในการปรับปรุงโปรแกรมการเรียนการสอน มากกว่าที่จะใช้ในการทำลายโปรแกรมการเรียนการสอน ในขณะเดียวกัน Stewart ได้ให้ความเห็นต่อไป อีกว่า ไม่มีข้อสอบชนิดใดที่จะให้ข้อมูลชัดเจน (Valid) และถูกต้องสำหรับคนทุกคน ดังนั้น ครูและนักการศึกษาควรใช้การสอบร่วมกับเครื่องมือประเมินผลพัฒนาการชนิดอื่นๆ ในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก
        4. ครูจะต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนด วัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้ ดังนั้นการสอนของครูไม่ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบผ่านแต่เพียงอย่างเดียว
        5. แบบทดสอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบันนี้นั้นมีเพียง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อถือได้และมีความเที่ยงตรง กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่แน่นอน มีดังนี้
            - พฤติกรรมของเด็กปฐมวัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
            - ความซับซ้อนในการคิดของเด็กวัยนี้ยังไม่เพียงพอในการคิดจากสถานการณ์หนึ่งไปอีก
                สถานการณ์หนึ่ง
            - เด็กในวัยนี้ไม่สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่เด็กคิดและเรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเต็มที่เนื่องจากความ
                สามารถในการจับดินสอ การเขียน และการอ่านของเด็กยังไม่พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
            - ความวิตกกังวล ระยะเวลาของการสอบ ความไม่คุ้นเคยกับสถานที่และ บุคลากรในการสอบล้วน
                ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำแบบทดสอบของเด็กทั้งสิ้น
        6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ (NAEYC, 1988)

6. การทำสังคมมิติ

การทำสังคมมิติ (Sociogram)
        สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่มวรรณวดี
แผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ ดังนี้
        1. เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular)
        2. เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate)
        3. กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques)
        4. เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)
เครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีมีดังนี้
        1. การทายลักษณะ
        2. การสร้างภาพทางสังคม
การทายลักษณะ
        เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้ครูจะสร้างคำถาม "ใครเอ่ย" ขึ้นมาให้เด็กตอบ โดยครูจัดบรรยากาศให้เหมือนกับการเล่นเกม ครูจะจดคำตอบของเด็กทุกคนเพื่อเอาผลมาสรุปในกรณีที่คำตอบของเด็กในห้องเรียนไม่ตรงกัน ตัวอย่างคำถามที่ใช้มีดังต่อไปนี้
            1. ใครเอ่ยไม่เก็บของเล่นเข้าที่
            2. ใครเอ่ยที่ช่วยเพื่อนเก็บของเล่นเสมอ
            3. ใครเอ่ยที่หวงของเล่นไม่ยอมให้เพื่อนเล่นด้วย
วิธีการนี้ช่วยให้ครูทราบลักษณะนิสัยเด่น ๆ ของเด็กแต่ละคนตามการรับรู้ของเด็กคนอื่นในชั้น
การสร้างภาพทางสังคม
        ในการศึกษาวิธีนี้ครูจะให้เด็กแต่ละคนเลือก บุคคลที่เขาชอบที่สุด อยากอยู่ใกล้ที่สุด โดยครูจะตั้งคำถามง่าย ๆ แก่เด็ก คำถามที่ครูตั้งขึ้นจะเป็นประเภทให้เด็กเลือกเพื่อนที่เขาชอบในการทำกิจกรรมบางอย่างโดยเด็กมีสิทธิในการเลือกเพื่อน 2 - 3 คน ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง 
ตัวอย่างของคำถามมีดังต่อไปนี้
        1. ถ้าหนูจัดงานวันเกิด หนูจะชวนใครบ้าง
        2. ถ้าหนูไปเที่ยวชายทะเล หนูจะชวนใครไปบ้าง
        3. ถ้าให้หนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง ๆ หนูจะเลือกใครบ้าง
        4. ถ้าหนูได้เล่นสนาม หนูจะชวนใครบ้าง

            การทำสังคมมิติช่วยให้ครูทราบถึงความสัมพันธ์ของเด็กๆ ในชั้นเรียนของ ตน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ครูได้ทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน ด้วยว่าเด็กแต่ละคนเป็นที่ชอบพอของกลุ่มเพื่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุดในชั้น ใครที่ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว และเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกันการเก็บข้อมูลโดยการทำสังคมมิติ ควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับกิจกรรมและกาลเวลา ถ้าครูเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการทางสังคมของเด็กได้

ทึ่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk

5. การเขียนบันทึกประจำวัน

การเขียนบันทึก (Journals)
            การเขียนบันทึกเป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบในบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน หรือการเรียนการสอนครูอาจบันทึกความรู้สึกหรือความคิดเห็นของตนลงในบันทึกได้ในขณะเดียวกัน
            การเขียนบันทึกถือเป็นการเปิดโอกาสให้ครูได้มีโอกาสสะท้อนความคิดวิเคราะห์ (Reflect) เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ ของตนเอง การเขียนบันทึกไม่จำเป็นต้องเขียนหรือบันทึกทุกวัน ครูอนุบาลเป็นจำนวนมากพบว่า การเขียนบันทึกมีประโยชน์ในการพยายามทำความเข้าใจ ทบทวนสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน
            ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการเขียน บันทึกอาจนำไปสู่การวิจัยแบบต่างๆ ได้ตัวอย่างที่ 1 เป็นบันทึกที่เขียนขึ้นโดยครูอนุบาลท่านหนึ่งเกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียนของตน ส่วนตัวอย่างที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกที่ครูอนุบาลท่านหนึ่ง เขียนถึงเพื่อนครูด้วยกันเกี่ยวกับการเรียนการสอนในชั้นของตน
ตัวอย่างที่ 1
5 มกราคม 2568
ในระหว่างกิจกรรมเสร็จวันนี้ ฉันได้อ่านนิทานเรื่อง "ครอบครัวของฉัน" ให้น้องมายฟังที่มุมหนังสือ เมื่อนิทานจบลง น้องมายพูดขึ้นว่า "คุณครู เเม่น้องมายทำอาหารอร่อยมากๆ เลย น้องมายกินข้าวจนหมดจานเลย" เมื่อฉันถามเหตุผลถึงว่าคุณเเม่ทำอาหารอะไรให้ทานคะ น้องมายตอบว่า "ไข่เจียวกับผัดกระเพรา " ฉันจึงบอกน้องมายว่าเราจะต้องกินข้าวเยอะๆ นะคะจะได้ร่างกายเเข็งเเรง
ตัวอย่างที่ 2
12 กรกฎาคม 2568
            วันนี้ฉันมีความรู้สึกดีที่ได้เป็นครูสอนเด็กๆ มีความสุข สิ่งที่ตั้งใจว่าจะสอน...อยากสอนก็ได้ทำ ที่สำคัญฉันคิดว่าไม่ได้เป็นความรู้สึกของฉันคนเดียว อย่าง น้อยปฏิกิริยาตอบโต้ของเด็กในขณะที่ฉันสอน ทำให้การเรียนการสอนเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดี วันนี้ฉันอยากให้เธอมาเห็นลูกศิษย์ของฉันตอนที่กำลังเขียนบันทึกจัง วันนี้เด็ก ๆ เริ่มสนใจเขียนบันทึกกันมาก โดยเฉพาะในช่วงบ่ายหลังจากที่ฟังนิทานเรื่อง "แม่ไก่วิเศษ" เด็ก ๆ ต่างคุยกันถึงเรื่องกระปุกออมสินของตัวเอง ฉันยังจำภาพตอนที่ต่างคนต่างแย่งกันบรรยายเรื่องกระปุกออมสิน จนฉันต้องบอกว่า "อยากให้เด็กๆ ลองวาดภาพ หรือจะเขียนเรื่องลงในสมุดบันทึกของตัวเองก็ได้" ความ วุ่นวายถึงหายไป จะมายุ่งอีกทีก็ตอนต้องคอยบอกคำตามที่เด็กๆ อยากเขียน กว่าจะเขียนกันครบทุกคนก็เสียเวลาพอสมควรทีเดียว และเนื่องจากเป็นกิจกรรมในช่วงบ่ายเลยทำให้ล่าช้า... ตอนฉันจะส่งเด็กไปเข้าเวรเย็น เด็ก ๆ ยังสนใจเขียนเรื่องของตัวเองลงในสมุดบันทึกอยู่เลย โดยเฉพาะอุงเอิง (นภาพร) ที่พยายามเขียนสิ่งแปลกๆ เช่น
"นกว่ายน้ำ" แล้วถามฉันว่า "นก" สะกดอย่างไร มีตัวอะไร พอฉันบอกว่า มีตัว น กับ ก 
  อุงเอิงบอกว่า "แม่บอกว่า นก โอะ กอ นก และสระโอะหายไปไหน"
ข้อดีของการเขียนบันทึก
        1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิด และวิเคราะห์ (Reflect) การสอนของตนเอง
            ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตน
        2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคลทำให้ครูเข้าใจเด็กที่ตน 
            สอนมากขึ้น
        3. ครูทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของตนเอง
ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก
        คือ ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน ซึ่งบางครั้งครูไม่มีเวลาในการจดบันทึก
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk

แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)

 แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ลิงค์ 👉 https://forms.gle/XVfNVmvtTYAhysNv6   สรุปการประเมิน แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (...