แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
65_218 จันจิรา ศรีน้อย : การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ประวัติผู้ศึกษา
- ทะเบียนคุมชิ้นงาน
- เเบบฝึกคิดหน่วยที่1
- 1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
- 2. การสัมภาษณ์
- 3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
- 4. การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
- 5. การเขียนบันทึกประจำวัน
- 6. การทำสังคมมิติ
- 7. การใช้แบบทดสอบ
- 8. เเฟ้มสะสมผลงานเด็ก
- 9. การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
- Case Study ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย
- บันทึกการออกฝึก Sil 3
- Present การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
- เนื้อหา Present การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
- สรุปการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน
- การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Portfolio)
วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 21, 2568
แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
2. หัวข้อ 3 เชิญผู้ปกครองเข้าร่วมประชุม
วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 14, 2568
สรุปการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน
1.การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย
ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการวัดและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางร่างกายของเด็กที่สามารถสังเกตได้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ตัดสินคุณลักษณะ และใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กตามความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อพิจารณาความก้าวหน้า จุดเด่น จุดด้อย รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงพัฒนาความสามารถในการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น และมีสุขนิสัยที่ดีในการดูแลตนเอง
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงพัฒนาความสามารถในการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น และมีสุขนิสัยที่ดีในการดูแลตนเองความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการช่วยให้เข้าใจลักษณะ พฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายตามวัยและความก้าวหน้าของพฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ รวมตลอดถึงการช่วยให้มีข้อมูลที่จะรายงานและสื่อสารให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงพัฒนาความสามารถในการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น และมีสุขนิสัยที่ดีในการดูแลตนเอง
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงพัฒนาความสามารถในการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น และมีสุขนิสัยที่ดีในการดูแลตนเอง
- พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ การเคลื่อนไหวที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ เช่น การยืน เดิน วิ่ง กระโดด
- พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ การใช้กล้ามเนื้อเล็กในการทำกิจกรรมต่างๆ และการประสานงานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
- พฤติกรรมด้านสุขนิสัย การดูแลตนเองและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น การล้างมือ การดูแลความสะอาด
ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญและต้องเริ่มตั้งแต่แรกเกิดและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงวัยดังนี้
วัย 3-6 ปี: เมื่อเด็กเริ่มมีความสามารถในการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น ครูและผู้ดูแลเด็กมีบทบาทในการเสริมทักษะการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การวิ่ง กระโดด หรือการทรงตัว ทั้งนี้ ควรจัดกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความคล่องแคล่วและความมั่นคงของกล้ามเนื้อใหญ่
การเล่น เป็นกิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อและการประสานงานของระบบประสาทส่วนกลางกับกล้ามเนื้อ โดยกิจกรรมเหล่านี้สามารถทำได้ทั้งในบ้านและนอกบ้านและยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมือ เท้า และตาของเด็กได้ดีขึ้น เช่น กิจกรรมปีนป่าย กิจกรรมวิ่งเล่นในสนาม กิจกรรมการเล่นว่าวกิจกรรมเดินทรงตัวบนเส้นตรง กิจกรรมการเล่นต่อบล็อก
กิจกรรมการออกกำลังกาย ช่วยพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงและความคล่องแคล่วของร่างกาย เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นฮูลาฮูป การวิ่งแข่ง การเล่นปิงปอง การเล่นแบดมินตัน กิจกรรมโยนรับลูกบอล กิจกรรมโยนบอลเข้าตะกร้า
กิจกรรมศิลปะและกิจกรรมการสร้างสรรค์ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกทางจินตนาการของเด็ก ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานงานระหว่างมือและตา รวมถึงการเสริมสร้างทักษะทางสังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้นดินน้ำมัน การสร้างสรรค์งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ การตกแต่งชิ้นงาน การทำงานศิลปะกลุ่ม
กิจกรรมการเข้าจังหวะ ช่วยพัฒนาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายและการรับรู้เสียง โดยเด็กจะได้ฝึกทั้งการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อใหญ่และเล็ก รวมถึงการเรียนรู้จังหวะและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถส่งเสริมการเข้าจังหวะได้แก่ การเต้นแอโรบิค การเล่นเก้าอี้ดนตรี การเล่นงูกินหาง การเล่นมอญซ่อนผ้า การเต้นประกอบเพลง
1. การส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี
• ฝึกให้เด็กล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร
• สอนให้เด็กรู้จักแปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
• ปลูกฝังการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงขนมหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง
• ฝึกให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ โดยกำหนดเวลานอนที่เหมาะสม
2. การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
• จัดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ปีนป่าย ขี่จักรยาน
• ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น วาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน ต่อบล็อกไม้ หรือจับดินสอเขียนหนังสือ
3. การส่งเสริมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว
• จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่น การเต้นตามเพลง การเล่นเกมที่ใช้การเคลื่อนไหว
• กระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน วิ่ง หรือเล่นกลางแจ้ง
• ลดการใช้หน้าจอ (โทรศัพท์ ทีวี แท็บเล็ต) และกระตุ้นให้เด็กมีกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกาย
4. การปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพผ่านการเล่น
• ใช้เกมหรือของเล่นเป็นสื่อในการสอน เช่น เล่นบทบาทสมมติเรื่องหมอฟันเพื่อให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาพช่องปาก
• ใช้เพลง นิทาน หรือการ์ตูนที่สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพและพฤติกรรมที่ดี
• จัดกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องสุขภาพไปพร้อมกับการเล่นสนุก
ความหมายการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึกและความต้องการภายในด้วยวิธีการที่หลากหลายทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็กเพื่อตัดสินใจในการเข้าไปช่วยเหลือสร้างเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสม
การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ เป็นการนำข้อมูลจากการประเมินมาสู่การจัดให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม และสนับสนุนพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่แล้วให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ดังนั้นการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจจึงมีความสำคัญที่ทำให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์-จิตใจและเป็นข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันจะส่งผลต่อ บุคลิกภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก
- ช่วยให้ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของเด็กได้อย่างเหมาะสมการประเมินช่วยให้ทราบสภาวะทางอารมณ์ของเด็กว่าสอดคล้องกับวัยหรือไม่ และนำไปสู่การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม
- ช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษการประเมินทำให้สามารถตรวจพบปัญหาทางอารมณ์-จิตใจของเด็กได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และช่วยหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเพื่อให้พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างราบรื่น
- สร้างเสริมลักษณะทางอารมณ์ด้านบวกการเข้าใจพฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็กนำไปสู่การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดี เช่น ความมั่นใจในตนเอง ความกระตือรือร้น และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม
- เป็นกระบวนการสำคัญหลังการประเมินพฤติกรรมของเด็กการสร้างเสริมพฤติกรรมที่ดีต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ประสบการณ์ที่ส่งเสริม และการตอบสนองทางอารมณ์ที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ แสดงออกได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาไปสู่การมีทักษะทางสังคมที่ดี
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางอารมณ์จิตใจของเด็ก มีลักษณะของการพัฒนาที่เป็นแบบแผนโดยพัฒนาจากการรับรู้ความ รู้สึกของตนเองไปสู่การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผยไปสู่การรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง และการพัฒนาจิตใจจากการยึดตนเองไปสู่การยึดหลักเกณฑ์และเหตุผล (จิตตินันท์ เดชะคุปต์ 2555; 5-36) จากแบบแผนพัฒนาการดังกล่าว สามารถนำมากำหนดชอบข่ายพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย ที่ผู้อบรมเลียงดูจะนำไปสู่การวางกรอบในการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็ก
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่างๆ
2) การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
4)การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็ก โดยรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน
5) การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือวัดที่ตรง กับสิ่งที่จะวัด การประเมินพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
เด็กเรียนรู้ที่จะเข้าใจและแสดงอารมณ์ของตนเองก่อน แล้วจึงพัฒนาการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะทางสังคม การประเมินทำได้ผ่านการสังเกต สนทนา สัมภาษณ์ และวิเคราะห์แฟ้มสะสมผลงาน อย่างไรก็ตาม เด็กอาจยังอธิบายอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน จึงต้องใช้วิธีที่เหมาะสมกับวัยเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและพัฒนาการที่ดี
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
เด็กปฐมวัยแสดงอารมณ์อย่างเปิดเผย เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในการใช้ภาษา เมื่อเติบโตขึ้น เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าการแสดงออกของตนมีผลต่อผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดี การอบรมที่เหมาะสมช่วยให้เด็กแสดงอารมณ์อย่างถูกต้อง เห็นใจผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การประเมินพฤติกรรมด้านนี้มุ่งเน้นลักษณะพฤติกรรม ขอบเขตที่เหมาะสม เครื่องมือประเมิน และปัญหาที่อาจพบในการประเมิน
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
1. ด้านกาย คือ การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผลเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสู่ความดีงาม การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ผู้ใหญ่มีหน้าที่ในการสร้างเสริมให้เด็กรู้สึกปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะทำให้รู้สึกอบอุ่นใจมีความมั่นคงในใจและต่อโลกโดยรอบ ทำให้รู้สึกดีส่งผลต่อการรับรู้ตนเองและผู้อื่นพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ขณะที่อบรมเลี้ยงดูเด็ก ผู้ใหญ่จะมีการประเมินเด็กอยู่ตลอดเวลาเพื่อทราบถึงสภาพและความก้าวหน้าของเด็กที่เปลี่ยนไปเพื่อนำผลการประเมินมาสู่การตัดสินใจที่จะสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์จิตใจของเด็กให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นในที่นี้ได้กำหนดเป็น 3 ประเด็นคือ 1) หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
2) วิธีการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
3)ปัญหาและแนวการแก้ปัญหาการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย จะค่อยๆ เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีความสามารถ รับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เริ่มเข้าใจว่าผู้อื่นมีความรู้สึกต่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าใจว่าผลการกระทำของตนจะส่งผลดีหรือไม่ดีต่อตนเองอย่างไร แบบการแสดงออกทางอารมณ์ของเด็กจึงมีผลอย่างมากต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก พฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์จึงเป็นการทำนายหรือเตือนถึงลักษณะหรือปัญหาด้านการปฏิสัมพันธ์ของเด็กในอนาคต
การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมในเด็กปฐมวัย เป็นการให้เด็กรู้จักเรื่องความถูก ผิด ตามมาตรฐานของสังคม การปฏิบัติตนตามค่านิยมในเรื่องความดี มารยาท และสิ่งที่ควรปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันเพื่อความ สุข สำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านจิตใจ การพัฒนาคนเริ่มต้นที่การพัฒนากายและจิตไปพร้อมกัน สำหรับการพัฒนาจิตใจต้องใช้กระบวนการอบรมเลี้ยงดู กระบวนการการศึกษา กระบวนการทางวัฒนธรรมและศาสนาไปพร้อมกันอย่างผสมกลมกลืน
ข้อมูลเพิ่มเติม การประเมินและส่งเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจในเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมอย่างเหมาะสม การประเมินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์ และการรวบรวมผลงานของเด็ก ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลเข้าใจสภาวะอารมณ์ของเด็กและสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างถูกต้อง การส่งเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมกลุ่มที่ใช้วิธีการเชิงสร้างสรรค์ เช่น การเล่านิทาน การวาดภาพ และการเล่นบทบาทสมมติ ซึ่งช่วยพัฒนาสมรรถนะทางอารมณ์ของเด็กที่มา https://www.youngciety.com/article/journal/social-emotional-development.html
3. การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมความหมายการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่นและทักษะ การปรับตัวอยู่ในสังคมปรากฏในแต่ละช่วงอายุเพื่อนำผลที่ได้มาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม
ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม เป็นการจัดประสบการณ์ทางสังคมให้เด็กมีพื้นฐานทักษะ ที่เหมาะสมที่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้อย่างดี ปรับตัวและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางสังคมในวัยต่อมา
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
เป้าหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยประการหนึ่ง คือการส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ทั้งนี้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีปัจจัยที่เกิดจากตัวเด็กเองที่จะต้องเป็นผู้ที่-มีที่มีทักษะทางสังคมที่มีการแสดงพฤติกรรมที่ผู้อื่นยอมรับได้ และมีความพึงพอใจที่ได้ติดต่อสัมพันธ์ด้วย และรวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพของสังคม วัฒนธรรมของตนเอง ร่วมรับรู้และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเข้าใจถึงการแสดงพฤติกรรมในฐานะของการเป็นสมาชิกของสังคมโลก ผู้อบรมเลี้ยงดู เด็กจึงมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านสังคมเพื่อให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางสังคมที่เหมาะสม อันจะก่อตัวในการพัฒนาสังคม นิสัยของเด็กในวัยต่อไป
วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย 1. การสังเกตและการบันทึก เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
2. การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น 3. การสัมภาษณ์ เป็นการประเมินด้วยการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลโดยผู้ประเมินจะถามคำถามที่ต้องการทราบถึงความคิดของเด็ก และบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ 4. การรวบรวมผลงาน ที่แสดงถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจัดเก็บรวบรวม ไว้ในแฟ้มผลงาน ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเด็กโดยจัดเก็บอย่างเป็นระบบด้วยเครื่องมือต่างๆ 5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก เป็นการประเมินความเจริญเติบโตโดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงการวัดเส้นรอบศีรษะการตรวจสุขภาพปากและฟันการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน
วิธีการประเมิน 1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้ร่วมทำกิจกรรมอย่างง่ายๆ และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้นและห่างจากตัวออกไปเพื่อให้เกิดการท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำ
3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย
4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
ความเป็นมิตร คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
เครื่องมือประเมิน
1. แบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกคำพูด 3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็ก1. การประเมินพฤติกรรมการช่วยเหลือตนเอง
เมื่อเด็กปฐมวัยเริ่มเติบโตขึ้น จะมีความสามารถต่างๆ เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางกายและทางสติปัญญา แสดง ให้เห็นถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กที่พัฒนาขึ้นตามวัยรวมทั้งพัฒนาการด้านสังคม ซึ่งลักษณะของพัฒนาการ ทางสังคมนี้จะแสดงถึงความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีทักษะการปรับตัวในสังคมคือ ความสามารถ หน้าที่ตามบทบาทของตน ร่วมมือกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบความเป็นตัวของตัวเองและรู้กาลเทศะสำหรับเด็ก หมายความรวมถึงความสามารถในการช่วยตัวเองในชีวิตประจำวัน
2. การประเมินพฤติกรรมความเป็นมิตร
เด็กที่รู้จักตนเอง ยอมรับ และเข้าใจตนเองทั้งทางอารมณ์-จิตใจ ลักษณะความเป็นอยู่ รับรู้ถึงความสามารถ ของตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เลี้ยงดู มีความสุขในสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจในตนเองและเชื่อมโยง ความรู้สึกดังกล่าวไปยังผู้อื่น ทำให้รู้จักเข้าใจและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักที่จะเข้าถึงผู้อื่นในเชิงบวก ทำให้เกิด สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน
3. การประเมินพฤติกรรมสังคมทางบวก
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ทางสังคมจากการผูกพันไกล้ชิดกับคนที่เลี้ยงดู และคนในครอบครัว และเมื่อเติบโตขึ้น มีความสามารถทางกายเพิ่มขึ้น เด็กจะมีการช่วยเหลือตนเองและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทำให้รู้สึกเป็นอิสระและมีความมั่นใจในตนเอง มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง พัฒนาไปสู่การรู้สึกดีและพอใจต่อผู้อื่นและโลกภายนอก เมื่อมีพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้น เด็กจะเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับผู้อื่น ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยใช้ภาษาในการสื่อความหมาย และเมื่อมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เด็กจะเรียนรู้วิธีการปรับตัวและการสร้างความสัมพันธ์ทำให้เรียนรู้บทบาทของตนเองในสังคมประกอบกับการเลียนแบบและการอบรมปลูกฝังค่านิยมของครอบครัว จะทำให้เด็กมีคุณลักษณะตามที่สังคมคาดหวัง
ข้อมูลเพิ่มเติมการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยในช่วงเริ่มต้นวัยเด็กยังมีความสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัว และยังยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้ 1.การเล่น การทำกิจกรรมต่างๆช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม เพราะการเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้มีโอกาสฝึกวิธีเข้าสังคมเรียนรู้การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นถ้าพ่อแม่ได้สังเกตขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรม พ่อแม่จะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเรียนรู้การรอคอย การเล่นเรียนรู้วิธีเล่นกับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนในกลุ่มที่เล่นอยู่ด้วยกัน การแลกเปลี่ยนของเล่น ผลัดเปลี่ยนกันเล่นบ้าง บางครั้งก็เป็นผู้นำในการเล่นเครื่องเล่นหรือของเล่นต่างๆ บางครั้งก็เป็นผู้ตามที่ดี อีกทั้งยังรู้จักรักษากติกาการเล่น รู้จักแพ้ชนะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมให้เด็กวัยนี้รู้จักปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 2.การพาเด็กไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ทำให้เด็กได้รู้จักสังคมนอกบ้าน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ขณะที่เดินดูตามกรงสัตว์ เด็กจะเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน การแบ่งปันอาหารกัน ขณะเดียวกันพ่อแม่ได้พูดคุยสอนเด็กถึงการอยู่ร่วมกันของสัตว์ การพึ่งพาอาศัยกัน การแบ่งปัน การเสียสละ ซึ่งเด็กจะได้เห็นด้วยตนเองเป็นการศึกษาจากของจริงเด็กจะค่อยๆเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปัน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก 3.การพาเด็กไปพบญาติพี่น้อง เด็กๆ ในวัยเดียวกันหรือพ่อแม่พาไปบ้านเพื่อน ของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ให้เด็กๆได้อยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยต่อมา การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม สำหรับเด็กปฐมวัยเริ่มจากครอบครัวให้เด็กได้เล่น หรือ ทำกิจกรรมต่างๆกับผู้อื่น พาเด็กไปเที่ยวให้เด็กรู้จักสังคมนอกบ้าน พาเด็กไปพบญาติพี่น้อง ให้เด็กได้อยู่ร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข
ที่มา https://www.brainkiddy.com/b/50
4. การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา ความหมายการประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคตความสำคัญาการรประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
ความสําคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยดังกล่าว เป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นโดยตรงกับเด็กปฐมวัย ผลการประเมินจะเป็นข้อมูลสําคัญสําหรับการสนับสนุนให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้เป็นไปตามวัยและตามศักยภาพ ตลอดจนเป็นข้อมูลสําหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นขอบข่ายการรประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
ขอบข่ายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยในที่นี้ ได้กําหนดขอบข่ายไว้ 3ประการ คือ ด้านการคิด ด้านภาษาและด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้1. ขอบข่ายการเสริมสร้างพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 1.1 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการเตรียมความพร้อมของสมอง 1.2 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมคณิตศาสตร์ กิจกรรมวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว และกิจกรรมทัศนศึกษา 1.3 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการเล่น 1.4 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการใช้คําถาม2. ขอบข่ายการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 2.1 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมสื่อสารทางภาษา 2.2 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมรักการอ่าน 2.3 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมโคร่งสร้างพฤติกรรมทางภาษา3. ขอบข่ายการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยประกอบด้วย 3.1 การสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครอง 3.2 การสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้สอน 3.3 การสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยผ่านการทํางานของสมอง
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย 1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน 2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน 3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก 4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็กที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอการสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย 1. สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม 2. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย 3. การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง 4. ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย 1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น 2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ 3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย 4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย 1.การพูดคุยและการสนทนา พ่อแม่หรือครูควร พูดคุยกับเด็กอย่างสม้ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง 2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาโดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก 3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก เกมที่เกี่ยวข้อง กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ 4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม การถามคำถามเปิดกว้าง เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ "คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม
ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาในเด็กปฐมวัย ความสามารถทางสติปัญญา ความสามารถในการเข้าใจ มีไหวพริบ มีความสามารถในการแก้ปัญหา และมีความสามารถในการใช้ความจำ รวมไปถึงความสามารถในการปรับตัวและอยู่รวมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเสริมสร้างทักษะทางเชาวน์ปัญญาให้กับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเกิด ถึง 6 ปี เป็นช่วงวัยที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ซึมซับได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นวัยแแห่งการวางรากฐานของพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาพัฒนาการทางความคิดจะเกิดขึ้นด้วยการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม ผู้ปกครอง ครู และผู้ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีต่อเด็กทั้งในปัจจุบันและอนาคต
1.เข้าใจธรรมชาติของเด็ก
2.เริ่มต้นจากกิจวัตรประจำวัน
3.หากิจกรรมที่หลากหลายช่วยฝึกเชาวน์ปัญญา
4.เล่านิทานให้เด็กฟัง
5.หมั่นใส่ใจพัฒนาการของลูกอยู่เสมอ
2) การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
4)การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็ก โดยรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน
5) การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือวัดที่ตรง กับสิ่งที่จะวัด
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
เด็กเรียนรู้ที่จะเข้าใจและแสดงอารมณ์ของตนเองก่อน แล้วจึงพัฒนาการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะทางสังคม การประเมินทำได้ผ่านการสังเกต สนทนา สัมภาษณ์ และวิเคราะห์แฟ้มสะสมผลงาน อย่างไรก็ตาม เด็กอาจยังอธิบายอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน จึงต้องใช้วิธีที่เหมาะสมกับวัยเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและพัฒนาการที่ดี
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
เด็กปฐมวัยแสดงอารมณ์อย่างเปิดเผย เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในการใช้ภาษา เมื่อเติบโตขึ้น เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าการแสดงออกของตนมีผลต่อผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดี การอบรมที่เหมาะสมช่วยให้เด็กแสดงอารมณ์อย่างถูกต้อง เห็นใจผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การประเมินพฤติกรรมด้านนี้มุ่งเน้นลักษณะพฤติกรรม ขอบเขตที่เหมาะสม เครื่องมือประเมิน และปัญหาที่อาจพบในการประเมิน
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
1. ด้านกาย คือ การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผลเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
2) วิธีการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
3)ปัญหาและแนวการแก้ปัญหาการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
ที่มา https://www.youngciety.com/article/journal/social-emotional-development.html
การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่นและทักษะ การปรับตัวอยู่ในสังคมปรากฏในแต่ละช่วงอายุเพื่อนำผลที่ได้มาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม
ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม เป็นการจัดประสบการณ์ทางสังคมให้เด็กมีพื้นฐานทักษะ ที่เหมาะสมที่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้อย่างดี ปรับตัวและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางสังคมในวัยต่อมา
เป้าหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยประการหนึ่ง คือการส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ทั้งนี้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีปัจจัยที่เกิดจากตัวเด็กเองที่จะต้องเป็นผู้ที่-มีที่มีทักษะทางสังคมที่มีการแสดงพฤติกรรมที่ผู้อื่นยอมรับได้ และมีความพึงพอใจที่ได้ติดต่อสัมพันธ์ด้วย และรวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพของสังคม วัฒนธรรมของตนเอง ร่วมรับรู้และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเข้าใจถึงการแสดงพฤติกรรมในฐานะของการเป็นสมาชิกของสังคมโลก ผู้อบรมเลี้ยงดู เด็กจึงมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านสังคมเพื่อให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางสังคมที่เหมาะสม อันจะก่อตัวในการพัฒนาสังคม นิสัยของเด็กในวัยต่อไป
เมื่อเด็กปฐมวัยเริ่มเติบโตขึ้น จะมีความสามารถต่างๆ เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางกายและทางสติปัญญา แสดง ให้เห็นถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กที่พัฒนาขึ้นตามวัยรวมทั้งพัฒนาการด้านสังคม ซึ่งลักษณะของพัฒนาการ ทางสังคมนี้จะแสดงถึงความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีทักษะการปรับตัวในสังคมคือ ความสามารถ หน้าที่ตามบทบาทของตน ร่วมมือกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบความเป็นตัวของตัวเองและรู้กาลเทศะสำหรับเด็ก หมายความรวมถึงความสามารถในการช่วยตัวเองในชีวิตประจำวัน
2. การประเมินพฤติกรรมความเป็นมิตร
เด็กที่รู้จักตนเอง ยอมรับ และเข้าใจตนเองทั้งทางอารมณ์-จิตใจ ลักษณะความเป็นอยู่ รับรู้ถึงความสามารถ ของตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เลี้ยงดู มีความสุขในสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจในตนเองและเชื่อมโยง ความรู้สึกดังกล่าวไปยังผู้อื่น ทำให้รู้จักเข้าใจและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักที่จะเข้าถึงผู้อื่นในเชิงบวก ทำให้เกิด สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน
3. การประเมินพฤติกรรมสังคมทางบวก
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ทางสังคมจากการผูกพันไกล้ชิดกับคนที่เลี้ยงดู และคนในครอบครัว และเมื่อเติบโตขึ้น มีความสามารถทางกายเพิ่มขึ้น เด็กจะมีการช่วยเหลือตนเองและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทำให้รู้สึกเป็นอิสระและมีความมั่นใจในตนเอง มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง พัฒนาไปสู่การรู้สึกดีและพอใจต่อผู้อื่นและโลกภายนอก เมื่อมีพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้น เด็กจะเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับผู้อื่น ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยใช้ภาษาในการสื่อความหมาย และเมื่อมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เด็กจะเรียนรู้วิธีการปรับตัวและการสร้างความสัมพันธ์ทำให้เรียนรู้บทบาทของตนเองในสังคมประกอบกับการเลียนแบบและการอบรมปลูกฝังค่านิยมของครอบครัว จะทำให้เด็กมีคุณลักษณะตามที่สังคมคาดหวัง
ความสำคัญาการรประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
1.เข้าใจธรรมชาติของเด็ก
2.เริ่มต้นจากกิจวัตรประจำวัน
3.หากิจกรรมที่หลากหลายช่วยฝึกเชาวน์ปัญญา
4.เล่านิทานให้เด็กฟัง
5.หมั่นใส่ใจพัฒนาการของลูกอยู่เสมอ
ที่มา https://www.enfababy.com/blogs/baby-development/cognitive-development https://www.youngciety.com/article/learning/intelligence-kids.html
แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ลิงค์ 👉 https://forms.gle/XVfNVmvtTYAhysNv6 สรุปการประเมิน แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (...









